โมจตาบา คาเมเนอี ขึ้นแท่นผู้นำอิหร่าน หลังพ่อถูกลอบสังหาร คาดสงครามตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น
บทใหม่แห่งความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่งจะเริ่มต้น เมื่อ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนที่ 2 ของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน หลังจากพ่อของเขาเสียชีวิตจากปฏิบัติการลอบสังหารที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของสหรัฐฯ และอิสราเอล
"มือขวา" พร้อมรบขึ้นแท่นผู้นำ
อาจารย์สามารถ ทองเฝือ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกอิสลาม เผยว่า การสืบทอดอำนาจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
"ผู้สืบทอดตำแหน่งจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้นำคนเดิมอย่างมาก เปรียบเสมือนมือขวาที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า"
ที่น่าสนใจคือ โมจตาบาเป็นผู้นำสายปฏิบัติการ มากกว่าสายเสรีนิยม ซึ่งส่งสัญญาณชัดเจนว่าอิหร่านเลือกเส้นทางความแข็งแกร่งและเด็ดขาดในการเผชิญหน้าวิกฤต
จิตวิทยาการแก้แค้น ตัวจริงแห่งสงคราม
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์น่าห่วงคือ "จิตวิทยาการเมือง" ที่เกิดขึ้นหลังการสูญเสียผู้นำ อาจารย์สามารถอธิบายว่า เมื่อเกิดการสูญเสียผู้นำ จะเกิดแรงกดดันทางสังคมให้ต้องตอบโต้หรือ "เอาคืน" คู่ขัดแย้ง
การวิเคราะห์เผยให้เห็นว่า:
- ระดับความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น เพราะผู้นำใหม่ไม่สามารถถอยได้ง่าย
- อิหร่านเริ่มวางแผนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ รอบอ่าวเปอร์เซีย
- การใช้อาวุธจะต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น
ไพ่ซ่อนเร้นของเตหะราน
แม้ดูเหมือนอิหร่านจะเสียเปรียบ แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะอิหร่านมี "ไพ่เหนือกว่า" หลายใบ:
อาวุธที่สะสมมายาวนาน
- จรวดจำนวนมาก
- เทคโนโลยีทางทหารล้ำสมัย
- อาวุธร้ายแรงที่ยังไม่เปิดเผย
คะแนนความเห็นใจจากโลก
- ภาพลักษณ์ของ "ผู้ถูกกระทำ"
- สหรัฐฯ-อิสราเอลอาจเสียความชอบธรรม
- แรงกดดันจากประชาคมโลกต่อผู้ริเริ่มสงคราม
สงครามสั้น แต่เข้มข้น?
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การปะทะครั้งนี้จะไม่ยืดเยื้อเหมือนสงครามยูเครน หรือสงครามอิหร่าน-อิรักในอดีต แต่จะเป็นการสู้รบเข้มข้นระยะสั้น ประมาณ 1 เดือน คล้ายความขัดแย้งครั้งก่อนที่กินเวลา 12 วัน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ลากยาว ฝ่ายที่อาจเสียเปรียบเรื่อยๆ กลับเป็นสหรัฐฯ และอิสราเอล เนื่องจากต้นทุนสงครามสูงและแรงกดดันระหว่างประเทศ
การขึ้นมาของโมจตาบาจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผู้นำ แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงในภูมิภาคที่โลกกำลังจับตามอง





